สุดยอดของเมืองมอสตาร์, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (บอลข่าน 5)

ตอน  ทัวร์ไม่ธรรมดา

จากโคทอร์… กว่าจะถึงมอสตาร์

ฉันร่ำลาสลาเวนโก้และอเล็กซ์ก่อนที่จะเดินมุ่งหน้าไปที่สถานีรถทัวร์ ฉันคิดว่านี่คงเป็นจุดสุดยอดของทริปนี้แล้วล่ะ ชีวิตก็เหมือนกราฟที่ต้องมีขึ้นแล้วมีลง คงไม่มีที่ไหนสนุกเท่าที่นี่

เฮ้อ… อยากอยู่ต่อ

“Come back whenever you can, you are always welcomed here.” สลาเวนโก้บอกฉัน

“Thank you for everything. Thank you so much.” ฉันขอบคุณเขา ขอบคุณจากใจ

ระยะเวลาการเดินทางในรถทัวร์ผ่านไปแบบช้าๆเฉื่อยๆ คนบนรถน้อยมาก ฉันนั่งงีบสลับกับการนั่งฟังเพลง ไม่ถึงสักที… รถทัวร์หยุดตามด่านต่างๆหลายครั้ง ทุกครั้งที่มีการตรวจพาสปอร์ต ฉันนั่งใจตุ๊มๆต่อมๆ เจ้าหน้าที่ถามหาวีซ่า ซึ่งฉันไม่มี มีแต่บัตรนักเรียนสเปนที่ฉันได้รับการยืนยันจากสถาณฑูตว่าใช้ได้ ไม่มีปัญหา แต่ก็นั่นแหละ เจ้าหน้าที่มักทำหน้างงๆใส่ฉันเสมอ และทุกครั้งฉันก็จะได้พาสปอร์ตคืนเป็นคนสุดท้าย

7 ครั้งของการตรวจ 7 ครั้งที่ฉันลุ้น!!

โอ้ยแม่ หัวใจจะวาย!

ยิ่งมาถึงด่านตรวจสุดท้ายที่บอสเนีย ฟ้าก็มืดสนิทแล้ว ได้ยินมานักต่อนัก ว่าถ้าเขาไม่ให้ผ่านเขาก็ไล่ลงจากรถเลย นี่ถ้าโดนไล่ลงจากรถตรงด่าน ฉันจะไปไหน? ตายๆ

เจ้าหน้าที่เก็บพาสปอร์ตฉันไปตามปกติ ผ่านไป  10 นาที ทุกคนได้รับพาสปอร์ตคืนหมดแล้ว

ยกเว้นฉัน!!

รอ รอ และ รอ

เจ้าหน้าที่คนเดิมเดินขึ้นมาพร้อมสมุดสีน้ำตาลเข้มในมือ พาสปอร์ตฉันนี่ล่ะ เขายื่นส่งให้แล้วบอกว่า

“Ok.”

อู้ยยย! พ่อแก้วแม่แก้ว ขอบคุณค่ะ

จากด่านสุดท้าย ก็ใชัเวลาอีกสองชั่วโมงเห็นจะได้ ก็มาถึงสถานีรถทัวร์ ลงปุ๊บก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงถือป้าย ‘Hostel Majdas’

ขณะนี้เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม วันนี้รอดไปอีกวัน สบาย…

 

โฮสเทล หรือ โรงเรียนอนุบาล

หลังจากเดินผ่านประตูโฮสเทลเข้าไป มัยดาสสาวใหญ่ที่ดูแลที่นี่ก็เดินเข้ามาทักทาย สเตฟานี่เคยพักที่นี่ นางบอกว่า

“Majdas will treat you like your mom. She is super nice. Love her home-made breakfast!”

ซึ่งก็จริง ปฎิเสธไม่ได้

ระเบียบการของโฮสเทล คือ

1. เขียนชื่อตัวเองลงบนกระดาษ แล้วระบายสีตกแต่ง!

ทำเสร็จเมื่อไหร่ มัยดาสก็จะเอาไปแปะเหนือหัวเตียง บอกให้ชาวโลกและตัวฉันรู้ว่า ‘นี่คือเตียงของฉัน’

Mjadas

น่ารักอ่ะ!!

2. ดื่มชาสมุนไพรใส่มะนาวที่มัยดาสยกมาให้

  1. นั่งฟังมัยดาสอธิบายแผนที่
  2. เวลาว่าง

คืนนั้นหลังอาบน้ำเสร็จ ฉันก็หลับไปในทันที พรุ่งนี้ยังไม่มีแผน…

 

เดินเล่นในเมือง

วันนี้มีเพื่อนไปเที่ยวอีกแล้ว ต้องขอยกความดีความชอบให้มัยดาส ตื่นมาปุ๊บ ยังไม่ทันแปรงฟัน มัยดาสก็เดินเข้ามาพูดคุยด้วย

“There is a German girl here who wants to go to Vrelo Bune. You should go with her.”

ฮะ! ที่ไหน? ไปไหน? ไปยังไง? ใคร คือ สาวเยอรมัน?

“Emm… Yes.” ฉันตอบรับทั้งๆที่ยังงงๆ ฉันไม่ชอบปฎิเสธคน…

ยังไม่ทันได้อาบน้ำ ก็มีแผนเสียแล้ว ดีจัง

สรุปว่าเราไปกัน 4 คน มีฉัน วาลารีสาวเยอรมัน และเอสเธอร์กับคิตตี้ สองสาวแดนผู้ดี

เอาล่ะ Vrelo Bune คืออะไร?

Vrelo Bune ตั้งอยู่ที่เมือง Blagaj ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมอสตาร์ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีโดยรถบัส ที่นี่เป็นมรดกทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของประเทศนี้เพราะเป็นบริเวณที่ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมของมนุษย์มารวมอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งก็คือ ต้นน้ำบูน่า(Buna River)ที่เกิดจากแหล่งน้ำใต้ดินที่ไหลออกมาจากถ้ำมรกต(Green Cave)และอารามของลัทธิซูฟี(Sufi)

อย่างแรกที่ทำตอนไปถึง คือ นั่งกินอาหารกลางวันที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตกันตรงริมน้ำหน้าถ้ำ วิวดี น้ำเย็นเจี๊ยบ

Vrelo Bune

กินเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกัน เอสเธอร์กับคิตตี้ไปว่ายน้ำเล่น ส่วนฉันกับวาลารีก็เข้าไปที่อารามของพวกซูฟี การจะเข้าไปเยี่ยมชมที่อารามแห่งนี้ ผู้หญิงจะต้องโพกศีรษะด้วยผ้าที่ทางอารามเตรียมไว้ให้ และหากใส่ขาสั้นไปก็ต้องใส่ผ้านุ่งด้วย

Vrelo Bune 2

ด้านในก็… นิ่งๆ

ตอนขามาไม่ค่อยมีปัญหา แต่ตอนขากลับเนี่ยสิ มัยดาสบอกว่าให้ติดรถคนแถวนั้นกลับเข้ามอสตาร์ ง่ายๆ แต่ปัญหาก็คือ ถามมาเป็นสิบๆคนก็ยังไม่มีใครรับเรา บางก็ว่าไม่ได้ไปทางมอสตาร์ บ้างก็รถเต็ม

ฉันกับวาลารีเดินคอตก

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป สุดท้ายพวกเราก็โชคดี กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิตาลีรับพวกเราขึ้นมาแล้วปล่อยลงครึ่งทาง จากตรงนั้นฉันกับวาลารีก็ยืนโบกรถต่อไป

“Mostar?” ฉันยื่นหน้าเข้าไปถามคุณลุงที่มีน้ำใจอุตส่าห์หยุดรถ

เขาแค่พยักหน้า แล้วกดปลดล็อครถให้พวกเราขึ้นมา

แปลกดี! ไม่เคยทำมาก่อน

มาถึงมอสตาร์ตอน 4 โมงกว่าๆ แสงแดดกำลังสวย มอสตาร์ แปลว่า ผู้ดูแลสะพาน เพราะฉะนั้นก็ตามชื่อ ที่นี่มีจุดเด่นอยู่ที่สะพาน โดยสะพานที่ว่าถือเป็นหัวใจของเมืองนี้ เคยถูกทำลายไปช่วงสงคราม แต่ก็ได้รับการสร้างขึ้นมาใหม่ตามแบบเดิม

The BRIDGE

นอกจากจะถ่ายรูปสะพานแล้ว สิ่งที่ฉันอยากจะเห็นและอยากจะถ่ายรูปเก็บไว้สุดๆ คือ ตอนที่ชายหนุ่มนักกระโดดสะพานกระโดดลงมาจากสะพานสูง 24 เมตรด้วยท่าหงส์เหิน(Swan Dive)

ตอนนั้นจำได้ว่าฉันมีเงินติดตัวอยู่ไม่ถึง 25 ยูโร ถ้าไม่มีเงิน เขาก็ไม่โดด ฉันก็พยายามรวบรวมเงินจากนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลย ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฉันถอดใจเดินลงมานั่งดื่มกาแฟอยู่ริมน้ำ และระหว่างที่วาลารีสอนวิธีการดื่มกาแฟแบบบอสเนียนกับฉัน ฉันก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตูม!!!’

มีคนกระโดดสะพาน ฉันพลาด โวะ!! อยากจะกรี๊ดดังๆ ไปดูในยูทูปก็ได้ โอ๊ย!!

เย็นนั้นหลังจากเดินเล่นในเมืองกันอีกพักหนึ่ง ฉันกับวาลารีก็มุ่งหน้าไปยัง ‘Sniper Tower’ ตึกที่ว่าเคยเป็นธนาคารมาก่อน แต่ถูกใช้เป็นฐานซุ่มยิงของพวกเซิร์บและโครแอตในช่วงสงคราม ตอนนี้เป็นเพียงตึกร้างที่ไม่ได้รับการดูแลใดๆ ด้านในมีปลอกกระสุนเกลื่อนกลาด เศษกระจกแตก นี่คือสิ่งที่หลงเหลือจากสงคราม แม้ไม่ใช่พิพิธภันฑ์แต่ก็ทำหน้าที่ได้ไม่ต่างกัน ตึกนี้ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ไว้ได้แบบถึงพริกถึงขิง

มันยากที่ฉันจะนึกภาพตาม ความรู้สึกแปลกมาก สงครามเพิ่งจบไปไม่ถึง 20 ปี ตอนนั้นฉันทำอะไรอยู่นะ?

ที่นี่ คือ อีกโลกหนึ่งที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ฉันอยากรู้จัก ฉันอยากทำความเข้าใจ

 

BACKPACKERS!!!

คืนนี้ทุกคนรีบเข้านอน พรุ่งนี้ทัวร์มหาประลัยกับบาต้ามีคนครบ พร้อมออก ได้ยินมาว่าต้องเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อมเพราะเป็นทัวร์ 12 ชั่วโมงบวกๆที่บีบคั้น

จากข้อมูลที่ได้มาจากสเตฟานี่ นางว่า

“Bata is crazy but I won’t tell you anything else. All I can say is that it’s the ‘must do’ tour in Mostar.”

ทุกคนในโฮสเทลลงชื่อไปกับทัวร์วันพรุ่งนี้  ทุกชีวิตตื่นเต้นและหวาดหวั่นอยู่ในที ฉันเองก็แอบกลัวแต่ก็บอกกับตัวเองก่อนนอนว่า

เอาวะ! สนุกก็ดี ไม่สนุกก็ได้ ‘สตอรี่’

…12 ชั่วโมงเอง

ตื่นเช้ามา ผ้าเช็ดตัวพร้อม ชุดว่ายน้ำพร้อม น้ำพร้อม จิตใจ…พร้อม(มั้งนะ)

“Backpackers!!! Are you ready? ” เสียงบาต้าดังลั่นห้องนั่งเล่น

เราเริ่มต้นกันที่การขับวนรอบเมืองมอสตาร์ ทุกคนมีเวลาหนึ่งชั่วโมงที่จะตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ ตอนนี้ทุกคนยังสามารถถอนตัวได้!

ขออธิบายสภาพการเดินทางเอาให้พอนึกภาพได้ว่าทำไมเขาถึงให้เวลาหนึ่งชั่วโมงในการตัดสินใจ

บาต้าเริ่มต้นทัวร์ด้วยการตะโกนเส้นเลือดปูดว่า

“You backpackers are crazy!”

“I only have seats for 8 people in my girlfriend (his car), but my sister said yes to 12, so I have to open the back. There are no safety devices, just hold on to the side. This is the Balkans!!

เอาเป็นว่ารถตู้สีขาว คือ แฟนคนเดียวของบาต้า มีที่นั่งจริงๆ 9 ที่ แต่วันนั้นไปกัน 12 คน พวกคนที่ไม่มีที่นั่งก็ไปนั่งท้ายรถที่มีเบาะงงๆกับถังอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด เหวี่ยงกันไป ทุกคนเท่าเทียม ไม่ปลอดภัยเท่าๆกันเพราะไม่มีใครมีเข็มขัดนิรภัย

“No need to look for safety belt Thai lady. There is none.” บาต้าระเบิดเสียงหัวเราะลั่น

เพลงลูกทุ่ง ทำนองชวนเต้นดังลั่นสลับกับเสียงตะโกนของบาต้า อย่าหวังว่าจะได้หลับ ไม่มีทาง!

ส่วนทักษะการขับรถ  ก็เป็นแบบที่ทำให้หญิงชราชาวอิตาเลียนที่บาต้าขับรถผ่านเอามือหนึ่งกุมปาก อีกมือทาบอก ตาถลนออกมา

ถ้าเผลอหลับ หรือไม่ระวัง หัวก็จะกระแทกกระจก ตกเก้าอี้ได้ง่ายๆ

ตอนที่บาต้าขับรถวนอยู่ในเมือง อธิบายประวัติศาสตร์มากมาย ตาของเขาก็เหลือบไปเห็นพ่อหนุ่มผมบลอนด์แบกเป้อันเบอเริ่ม

“One backpacker! I will try to take him with us.” พูดจบ เขาจอดรถแล้วเดินมุ่งหน้าไปที่เป้าหมายทันที

คุยสักพัก พ่อหนุ่มคนนั้นรีบเดินหนี บาต้าเดินกลับมาที่รถแล้วหันมาพูดปนหัวเราะว่า

“He thought that i was crazy and dangerous.”

เออ! ไม่แปลกใจ เป็นฉันฉันก็ไม่ขึ้นรถมาหรอก

เอาเป็นว่าผ่านไป 1 ชั่วโมง ก็ไม่มีใครถอนตัว พวกเรา คือ ‘The Crazy Backpackers’

บาต้าพาพวกเรามุ่งหน้าไปที่ไปเมือง Medjugorje ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการจาริกแสวงบุญของชาวคริสต์ แล้วก็ไปว่ายน้ำ ปีนน้ำตกกันที่ Kravice  Waterfall

ขอบอกนะว่าพอกระโดดลงไปปุ๊บ ชาทั้งตัว!! เย็นเฉียบ หยุดจ้วงแขนตีขาเมื่อไหร่ก็คงแข็งตาย

ที่นี่บาต้าสั่งอาหารให้กิน พร้อมมี ‘Rakia’ ด้วย ฉันขอลา จากนั้นเราก็ไปกันที่เมือง Pocitelj ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก แล้วก็แวะไปชิมขนมหวานเจี๊ยบ ชา กาแฟและน้ำหวานหลายชนิดที่บ้านคุณยายท่านนึง ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่ง ความคึกก็พุ่ง

Pocitelj at night

ทุกคนเกิดอาการ ‘Sugar rush’ คึกคักๆๆๆ บาต้าบ้ากว่าเดิม โอ๊ย!

บาต้าบอกให้พวกเรารอริมถนน แล้วเขาจะเอารถมารับ รอกันอยู่สักพัก ก็ได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งม้วนเดิมดังมาแต่ไกล แต่แทนที่รถจะจอดให้ขึ้น บาต้าดันขับรถต่อไปเรื่อยๆ ประตูด้านข้างของรถเปิดกว้าง

“Run for your life!!” บาต้าตะโกนออกมาจากรถ

ทุกคนวิ่งกรูกระโดดขึ้นรถที่ยังเคลื่อนตัวอยู่ ประตูปิดลง เพลงยังดัง บาต้าหัวเราะลั่น เหนือหัวเป็นลูกบอลดิสโก้ที่แกว่งไปมาอย่างบ้าคลั่งตามจังหวะการขับรถแบบซาดิสม์ของบาต้า

นี่มันที่ไหนวะเนี่ย!!!!!!

พวกเราปิดท้ายวันที่ Vrelo Bune ซึ่งฉันไปมาเมื่อวาน ถือเป็นการลดอุณภูมิความคึกของทัวร์สู่ความสงบริมสายน้ำ  กระชากอารมณ์มากนะ ในระหว่างที่บาต้าอธิบายเรื่องลัทธิซูฟี เขาบอกให้เรานอนลงแล้วเงยหน้าดูธรรมชาติรอบตัว

ตาดูดาวที่เกลื่อนเต็มฟ้า มีกรอบเป็นชะง่อนผาสูงลิบ หูฟังเรื่องความสันโดษ การมีชีวิตอยู่ให้กลมกลืนกับธรรมชาติเพื่อเข้าถึงพระเจ้า

การเดินทางช่างเป็นสิ่งพิเศษ นอกจากจะได้เห็นความงามของโลกใบนี้แล้ว ยังได้เรียนรู้ความความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ มุมมองหลายๆแบบของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘มนุษย์’

เพลิน…

 

บทเรียนจากมอสตาร์

พวกเรากลับถึงโฮสเทลโดยสวัสดิภาพตอนห้าทุ่มครึ่ง ทุกคนเหนื่อย แต่ก็มีความสุข

ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายในหนึ่งวัน ทัวร์ของบาต้าไม่ได้แค่สนุก มันส์ ตลก บ้าบอ สุดขั้ว แต่มีสาระ เต็มไปด้วยอารมณ์ ความคิดต่อสงคราม ความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

เป็นทริปที่เต็มไปด้วย ‘ชีวิต จิตใจ และความรู้สึก’

บาต้าเล่าว่าหลังยูโกสลาเวียแตก บอสเนียและเฮอร์เซโกวีน่าถูกบุกรุกจากสองฝั่ง คือ เซิร์บที่เป็นคริสต์นิกายออร์ธอด็อกซ์ และโครแอตที่เป็นคริสต์นิกายคาทอลิก บอสเนียตัวคนเดียว อิสลามที่อยู่ตรงกลาง เซิร์บและโครแอตต้องการลบบอสเนียออกจากแผนที่

ตัวเขาเองที่แม้ไม่ได้นับถึอศาสนาอิสลามมาสองชั่วอายุคน ก็ไม่พ้นถูกหมายหัวว่าเป็น ‘Bosnian muslim’ เขาต้องหนีออกจากประเทศ เขาแอบขึ้นรถพยาบาลแล้วหนีไปอยู่สวีเดนช่วงสงคราม 

เขาเล่าต่อว่า ชาวเซิร์บและโครแอตไม่ถือว่าบอสเนีย คือ ประเทศประเทศหนึ่ง เพราะคนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่คือชาวโครแอตหรือไม่ก็ชาวเซิร์บ คนบอสเนียนไม่มีอยู่ ความคิดนี้ทำให้ความรุนแรงในช่วงสงครามที่เกิดขึ้นที่นี่ หรือแม้แต่การแบ่งแยกในปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย

ประโยคที่ฟังแล้วน่าสะเทือนใจ คงหนีไม่พ้นเมื่อบาต้าพูดถึงสหประชาชาติว่า

“They sent us food and medicine and then left us die with a full belly.”

ถึงทุกวันนี้แม้สงครามจะจบไปแล้ว แต่ความแตกแยกยังคงอยู่ มอสตาร์ถูกแบ่งเป็นฝั่งคาทอลิกของชาวโครแอต และฝั่งของคนมุสลิมหรือคนบอสเนียนนั่นเอง

บาต้าบอกอย่างขมขื่นว่าความเจริญทุกอย่างอยู่ที่ฝั่งโครแอต ตึกใหม่ๆ ศูนย์การค้า แม้กระทั่งสนามฟุตบอลพวกโครแอตก็ยึดเอาไป

โรงเรียนถูกแบ่งการเรียนการสอนออกเป็นสองเวลา ตอนเช้าเป็นกลุ่มนักเรียนโครแอต กับครูชาวโครแอต ส่วนตอนบ่ายเป็นนักเรียนมุสลิม และครูชาวมุสลิม

“Welcome to my life.” บ้าต้าบอก

บาต้าย้ำกับพวกเราว่า เขาคือคนบอสเนียน เขาเล่าเรื่องจากมุมมองของเขาให้พวกเราฟัง คนเล่าคนละคน เรื่องราวก็เปลี่ยนไป ไม่ต้องเชื่อเขาทั้งหมด เพียงแค่รับฟัง เพราะนี่คือเรื่องราวฉบับของเขา

ก่อนมาที่นี่ แม่ตกใจมาก เพราะเมื่อใครเอ่ยถึงชื่อบอสเนีย ทุกคนย่อมคิดถึงสงคราม อันตราย ทุกอย่างพัง ฉันไม่รู้ว่าใครคิดอย่างไร แต่สำหรับฉัน ฉันว่าที่นี่ไม่อันตราย ที่นี่น่าสนใจ น่าเรียนรู้

เวลาฉันเดินที่ถนน ฉันเห็นคนแก่ขายของที่ระลึก หญิงสาวที่เดินเสิร์ฟอาหาร เด็กที่วิ่งเล่นไปมาไม่ว่าใครก็ตาม ทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมา คือ ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต พวกเขา คือ ผลพวงจากสงคราม ทุกคนมีเรื่องราวตามแบบฉบับของตนที่จะบอกเล่า…

ฉันว่ามันเหนือจริง นี่คือ ประสบการณ์ที่เหนือจริง… อย่างน้อยก็สำหรับฉัน

 

 

**************

 

ที่นอน

Hostel Majdas ที่มอสตาร์ คืนละ 25 คอนเวร์ทีบิลนามาร์คา ( KM ) หรือประมาณ 480 บาท เป็นห้อง 3 เตียง ตั้งอยู่ห่างจากย่านเมืองเก่าเพียง 5 นาที พักที่นี่เหมือนพักที่ ‘บ้าน’ เพราะโฮสเทลนี้ดูแลโดยครอบครัวน่ารักๆชาวบอสเนีย คือ คุณแม่ พี่สาว และน้องชาย แบ่งเป็นสองแห่ง แห่งแรกที่ฉันไปพัก ดูแลโดยคุณพี่สาว มัยดาส (Majdas) แห่งที่สองดูแลโดยพี่ชาย ชื่อ บาต้า และคุณแม่ของเขา ที่นี่มีบริการรับส่งไปสถานีรถบัสและสถานีรถไฟฟรี โปรดใช้บริการ โดยเฉพาะตอนมาถึง เพราะว่าโฮสเทลนี้ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัย หายากมากๆ ในที่พักมีบริการ Wi-Fi คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง น้ำอุ่น ตู้เล็กๆเก็บของมีค่า อาหารเช้าและชากาแฟฟรี ไม่ต้องห่วงเรื่องคนมาพักทำเสียงดังตอนกลางคืน เพราะมัยดาสพักที่นี่ด้วย และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ทัวร์ 12+ ชั่วโมงกับบาต้า ห้ามพลาด!!!

สิ่งน่ารู้

  • เส้นทางจากโคทอร์ ประเทศมอนเตเนโกร ไปถึงมอสตาร์ ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จะต้องผ่านด่านตรวจพาสปอร์ต 8 ด่านด้วยกัน เพราะฉะนั้นเอาพาสปอร์ตมาไว้กับตัว ได้ใช้ตลอดเวลา
  1. ออกจากมอนเตเนโกร
  2. เข้าโครเอเชีย
  3. ออกจากโครเอเชีย
  4. เข้าบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
  5. ออกบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
  6. เข้าโครเอเชีย
  7. ออกจากโครเอเชีย
  8. เข้าบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

 

  • ที่นี่มีเหรียญปลอมเยอะมากโดยเฉพาะเหรียญ 1 KMและเหรียญ 5 KM วิธีดูง่ายๆ คือ มันจะลอกๆ ฉันโดนไปหนึ่งเหรียญ แป่ว!
  • มีนักท่องเที่ยวบาดเจ็บจากการกระโดดสะพานเยอะมากทุกปี เพราะนอกจากสะพานจะสูงมากแล้ว น้ำด้านล่างยังเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็ง แถมกระแสน้ำก็แรงมากด้วย ถ้าใครมีความกล้าบ้าบิ่นอยากจะลองกระโดดดูสักที สามารถไปขอให้เขาสอนได้ที่สมาคมนักกระโดดที่ตั้งอยู่บริเวญด้านข้างของสะพาน ปลอดภัยมากกว่า ถ้าใครไปโดดเฉยๆแล้วไม่จ่าย อาจจะโดนนักโดดสะพานท้องถิ่นรุมทำร้ายได้ง่ายๆ
  • ตอนไป Sniper Tower อย่าไปคนเดียว และอย่าไปตอนกลางคืน เพราะมีพวกไร้บ้านและคนติดยาอยู่เยอะ

 

การเงิน

  • สกุลเงิน คือ คอนเวร์ทีบิลนามาร์คา ( KM ) 1 KM = 19.5 บาท
  • รถทัวร์จากโคทอร์ไปมอสตาร์ออกทุกวันตอนบ่าย 2 โมง 45 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6-7 ชั่วโมง ราคาตั๋วอยู่ที่ 30 ยูโร
  • ค่าเรียนโดดสะพาน คือ 25 ยูโร
  • ทัวร์ของบาต้าราคา 40 KM หรือประมาณ 800 บาท

Related Posts:

8 comments on “สุดยอดของเมืองมอสตาร์, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา (บอลข่าน 5)

  1. เราดีใจที่เดินทางมาเจอบล็อกนี้ คุณพาเราไปเจอกับเรื่องราวใหม่ ๆ นอกเหนือจากมุมเล็ก ๆ ที่เราเคยอยู่
    เราอ่านเรื่องราว มองโลกผ่านมุมมองของคุณ และเราดีใจที่ได้ทำอย่างนั้น

    สุดท้ายเราได้แต่หวังว่า สักวันหนึ่งเราจะลงมือแพ็คกระเป๋าและออกเดินทางไปสักที่ ที่ไกลออกไปจากถนนที่เราเคยเดิน รถสายที่เราเคยนั่ง และเรื่องราวจำเจที่เราเคยทำ

    ขอบคุณนะคะ

  2. You are so brave! I want to go to Bosnia as well,but my mom just like yours she thinks it’s too dangerous for eighteen-year-old like me!
    Maybe I will do that when I am like you. Anyway, thank you for your useful infos naka ^^ lov u <3

  3. อยากไปบอสเนียอย่างคุณบ้าง แต่ค่าใช้จ่ายคงสูงและต้องผ่านด่านอะไรต่อมิอะไรมาก หวังแค่ได้ไปประเทศแบบนี้สักครั้งครับ

Leave a Comment

*