เทือกเขาอัลไต: ‘ปล่อยวาง’ คำพูดง่ายๆแต่ทำได้ยาก

เช้านี้พวกเราเคลื่อนขบวนออกเดินทางกันตอนเที่ยงตรง คุณแม่เตรียมของกินไปเต็มกล่องหลายใบ มีทั้งของสดของแห้ง มีผักสลัดด้วยอีกต่างหาก กล่องแต่ละใบถูกลำเลียงลงไปใส่รถคันเล็กๆของครอบครัวที่จอดอยู่หน้าบ้าน กระเป๋าเป้ 2 ใบขนาด 85 ลิตรถูกจับอัดลงไปหลังรถ ทั้งแผ่นปูพื้นที่ถูกม้วนจนแน่นก็ตามลงไปติดๆ เมื่อหลังรถไม่เหลือที่แล้ว ข้าวของที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็ถูกนำมาจัดวางอยู่เบาะหลัง ฉันกับอเล็กซ์ต้องนั่งเบียดกันอยู่ฝั่งหนึ่ง เพราะอีกฝั่งหนึ่งเป็นที่ของเป้อีกสองใบ กล่องอาหาร 2 กล่อง และกีตาร์อีก 1 ตัว ไม่น่าเชื่อสุดท้ายแล้วข้าวของทุกอย่างจะสามารถเข้าไปอยู่ในรถคันนี้ได้

ปาฏิหาริย์!

การเดินทางไปปีนเขาอัคตรู (Aktru)ในบริเวณเทือกเขาอัลไตนั้น อันดับแรกพวกเราต้องขับรถไปยังเมืองคูไร(Kurai)เสียก่อน โดยระยะทางจากบาร์เนาว์ (Barnaul) ถึงเมืองคูไร(Kurai)รวมๆแล้วประมาณ 680 กิโลเมตร เมื่อบวกเวลาแวะทานอาหาร เข้าห้องน้ำ ซื้อของกินเพิ่ม และจอดรถดูวิวแล้ว คุณพ่อบอกว่าจะต้องใช้เวลาราวๆ 2 วัน 1 คืน

หลังจากขับรถกันมานานจนตอนนี้เวลาสองทุ่มครึ่งแล้ว อยู่ๆคุณพ่อก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมัน ฉันก็คิดว่าคงจะเติมน้ำมันธรรมดา แต่พอเห็นคุณพ่อวิ่งลงไปเปิดฝากระโปรงหน้ารถเท่านั้นล่ะ… ไม่ธรรมดาแล้วสิคราวนี้ หลังจากถามไปถามมาโดยที่มีอเล็กซ์เป็นล่ามก็ได้ความว่ารถคันเก่งตอนนี้เริ่มงอแงเสียแล้ว คุณพ่อว่าเราไม่สามารถขับต่อไปได้ถ้าไม่ได้ซ่อมเสียก่อน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าตอนนี้อู่รถปิดหมดแล้วน่ะสิ

“We will probably sleep at the gas station tonight.” อเล็กซ์หันมาพูดทีเล่นทีจริง

“Perfect! I never sleep in the gas station before” ฉันตอบเสียงร่าเริง

ฉันไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรทั้งสิ้น เพราะตอนนี้ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแต่ฉันมีทั้งครอบครัวอยู่ด้วยกัน อารมณ์คงคล้ายๆกับเด็กที่ไปเที่ยวกับพ่อแม่ ปลอดภัย ไม่มีปัญหา ไม่รู้สึกกังวลอะไรทั้งนั้น ฉันชอบความรู้สึกนี้จัง ตอนนี้ฉันคิดแต่เพียงว่ากางเต๊นท์นอนในปั๊มน้ำมันคงสนุกน่าดู เย้!

หลังจากคุณพ่อไปคุยกับชาวบ้านที่อยู่แถวนั้น ซึ่งฉันคาดว่าคงจะถามเรื่องอู่ซ่อมรถ คุณพ่อก็เดินกลับมาแล้วบอกว่า คืนนี้พวกเราคงต้องค้างแถวนี้แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยหาอู่ซ่อมรถกัน คุณพ่อตัดสินใจขับรถข้ามไปกางเต๊นท์นอนที่เนินเขาเล็กๆตรงข้ามปั๊มน้ำมัน

ความฝันของฉันพังทลาย…

3 Across the gas station3 Tents

ขณะที่พวกเราช่วยกันตั้งเต็นท์ พระอาทิตย์ก็เริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ ท้องฟ้ากลายเป็นสีทองสลับคราม สีครามที่มาจากแพเมฆหนาที่เคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าเอาไว้ ฉันถอนใจพร้อมหันไปบอกอเล็กซ์ว่า

“This might be our last sunset in this trip.”

ฉันพยายามจดจำเอาภาพท้องฟ้าที่มียังแสงสว่างเอาไว้้ในความคิด ไม่แน่ว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่พวกเราจะได้เห็นพระอาทิตย์ ถ้าถามว่าฉันเศร้ามั้ยเรื่องฝน ก็มีบ้าง แต่ฉันพยายามที่สุดที่จะปล่อยวาง พยายามเตรียมใจรับความเป็นไปได้ที่ฝนจะต้องตก บางครั้งคนเราก็อาจจะต้องยอมรับความจริง ปล่อยความกังวลไป และยิ้มรับกับสิ่งที่เหนือความควบคุมให้ได้…

ตอนนี้ฉันยังยิ้มได้ คงเป็นเพราะว่าไม่เห็นฝนไม่หลั่งน้ำตาละมั้ง

อาหารเย็นวันนี้ คือ ขนมปัง ชีส ไส้กรอก และไข่ต้มคนละฟอง หลังกินกันเสร็จพวกเราก็ย้ายมานั่งรอบกองไฟเพื่อนดื่มชา อเล็กซ์หยิบเอากีตาร์ออกมาเล่น คุณพ่อทั้งร้องบ้างทั้งเต้นบ้าง ในขณะที่คุณแม่นั่งหัวเราะ ส่วนตัวฉันก็ฮึมฮัมส่งเสียงคลอไปกับจังหวะดนตรีที่ไม่เคยได้ยินและเนื้อร้องที่ไม่รู้ความหมาย ช่างเป็นเวลาที่อบอุ่น

3 fire

บางช่วงเมื่อดนตรีหยุดลง ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองที่ท้องฟ้า เมฆดำเริ่มเคลื่อนตัวเข้ามาเรื่อยๆ ฉันพยายามจดจ้องไปยังพื้นที่ว่างที่ยังไม่ถูกเมฆปกคลุม พยายามจดจำภาพฟ้าที่ไม่มีเมฆนั้นเอาไว้ ฝนคงจะต้องตกลงมาไม่ช้าก็เร็ว พยากรณ์อากาศคงเป็นจริง

‘มิ้นท์! เลิกกังวลได้แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด’ ฉันคิดกับตัวเองดังๆ พยายามดึงตัวเองกลับออกมาจากห้วงของความกังวล

เสียงเพลงรอบกองไฟยังคงบรรเลงต่อไป เพลงที่ฉันชอบที่สุดของค่ำคืนนี้ชื่อเพลง Evening around Moscow (“Подмосковные вечера”) ที่คุณพ่อร้อง ฉันไม่เข้าใจเนื้อร้องเลยสักนิดเดียว แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเพลงนี้มีเวทมนตร์ หรือจริงๆแล้วอาจเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัว ณ เวลานี้ ณ ที่นี้ ทุกอย่างช่างพิเศษ ทั้งความเงียบรอบตัว ฟ้าที่มืดครึ้ม ผืนหญ้าเปียกชื้น อากาศที่หนาวถึงกระดูก คุณพ่อร้องเพลงเสียงทุ้มต่ำในลำคอในขณะที่อเล็กซ์นั่งขยับนิ้วดีดเส้นสายกีตาร์อย่างคล่องแคล่ว แสงสว่างเดียวมาจากกองไฟสีส้มที่เต้นรำไปกับสายลมที่พัดผ่านเนินเขาลูกนี้ ฉันหลับตา หลับตาเพื่อฟัง…

ฉันดีใจที่ฉันตัดสินใจมา และยิ่งดีใจขึ้นไปอีกที่พวกเขามากับฉัน ประสบการณ์แบบนี้จะไปหาที่ไหนได้อีก

เวลาผ่านไปเรื่อยๆจนตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ถึงเวลาที่ปาร์ตี้รอบกองไฟจะต้องจบลง พวกเราแยกย้ายกันไปนอน ฉันหันไปมองฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง! ดาวเต็มฟ้าไปหมด ดาวเต็มฟ้าแปลว่าฟ้าไม่มีเมฆ หรือว่าฝนอาจจะไม่ตก หรือว่าพยากรณ์อากาศจะผิด… ขอให้ผิดทีเถอะ เพี้ยง! พวกเขาอุตส่าห์ลางานมากับฉัน อย่าให้วันหยุดของเขาต้องเปียกแฉะเลย

คืนนี้ฉันนอนอยู่ระหว่างทันย่าและอีวาน ฉันนอนนิ่งด้วยความเกรงใจเพราะกลัวว่าถ้าฉันขยับตัว พวกเขาจะตื่น อีกอย่างตอนนี้ฉันมีเสื้อหนาวอยู่บนตัวถึงสามชั้น มันช่างอึดอัด ไม่สบายตัวเอาเสียเลย ฉันนอนปล่อยความคิดความกังวลไปกับเสียง

คืนที่ดาวเต็มฟ้า ฉันกลับนอนหลับๆตื่นๆ การปล่อยวางไม่ใช่เรื่องง่าย…

*************

Related Posts:

One comment on “เทือกเขาอัลไต: ‘ปล่อยวาง’ คำพูดง่ายๆแต่ทำได้ยาก

Leave a Comment

*