Road Trip ขับรถเที่ยวที่มอนเตเนโกร วันที่สอง: จากทะเลสาบสู่บัลลังก์เมฆ (บอลข่าน 4)

สิ่งแรกที่ทำก่อนกินอาหารเช้า คือ ส่งข้อความ

‘หม่าม้า เมื่อคืนนอนอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเจ้าของโฮสเทลมา กับข้าวอร่อยมว้าาาก วันนี้จะกลับโคทอร์ละ คงถึงตอนเย็นๆ ไว้เดี๋ยวโทรหานะ’

วืบบบบ เป็นเสียงยืนยันว่าข้อความถูกส่งไปหาผู้รับเรียบร้อย

อาหารเช้านานาชาติ

จิตเข้าร่าง ร่างเดินไปอาบน้ำ แต่งตัว แปรงฟัน จิตพาร่างเดินออกไปที่ห้องอาหาร ฉันพยายามมองออกไปดูวิวข้างนอกแต่หยดน้ำที่เกาะอยู่เต็มกระจกหน้าต่างทุกบานกลับบดบังทุกอย่างไว้หมด ฉันมองเลยไปที่ครัวก็เห็น ‘แม่’ ยืนหันหลังง่วนอยู่กับการทำอะไรสักอย่าง

“Zdravo” ฉันกับสเตฟานี่พูดขึ้นพร้อมกัน เหมือนนัดกันมา

‘แม่’ หันมายิ้ม แล้วบทสนทนาเดิมๆก็เริ่มต้นอีกครั้ง

“Hungry? Breakfast. Here.” อาหารเช้าถูกเตรียมไว้อยู่บนโต๊ะอาหารเรียบร้อย

“Hvala” “Hvala” คำขอบคุณแบบไม่ขอไปที แบบหมายความตามนั้นหรือมากกว่านั้นถูกเปล่งออกไปซ้ำไปซ้ำมา

จะมีอะไรดีไปกว่าการตื่นขึ้นมาแล้วมีอาหารเช้ารอ? ขอตอบแบบไม่ต้องคิดว่า ไม่มี

อาหารเช้าวันนี้ คือ

โยเกิร์ตรสธรรมชาติเต็มแก้วกาแฟ

กาแฟ

เบคอน

ไข่ดาว 2 ฟอง

Burek หรือ ขนมอบใส้ชีส อารมณ์เหมือนโรตียังไงไม่รู้ สเตฟานี่บอกว่านางกินบ่อยตอนเที่ยวอยู่ที่เซอร์เบีย ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่า Burek แพร่หลายมากในบริเวณคาบสมุทรบอลข่าน

พวกเรากินหมดทุกอย่าง! เรียบง่าย อิ่มท้อง อุ่นใจ เหมือนเดิม

เวลา 8 โมงครึ่ง ได้เวลาร่ำลา ‘แม่’ และบ้านไม้หลังใหญ่นี้ไป คิดแล้วใจมันโหวงเหวงบอกไม่ถูก ชาตินี้ทั้งชาติไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกหรือไม่ ทุกการพบเจอย่อมมีการจากลา ฉันเข้าใจดี เข้าใจแต่ก็อดใจหายไม่ได้ ทุกๆวันมีคนผ่านเข้ามาในชีวิตและผ่านไป มีน้อยคนเท่านั้นที่จะได้พื้นที่ในความทรงจำของเราไป เธอคนนี้และบ้านไม้หลังนี้เป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น

“Thank you so much for everything.” ฉันกับสเตฟานี่กล่าว

‘แม่’ กอดพวกเราทีละคน

“Bye bye.” เธอกล่าวสั้นๆ

พวกเราขับรถจากมา เสียงเพลงของสเตฟานี่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ฉันก้มลงดูแผนที่ จุดหมายต่อไปคือ Skadar Lake National Park

หันหลังกลับไปมอง ภาพบ้านหลังใหญ่กับผู้หญิงตัวเล็กๆลับหายไปจากสายตาแล้ว

 

จากทะเลสาบถึงบัลลังก์เมฆ

ฉันและสเตฟานี่ขับรถมุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ สเตฟานี่ขับรถดีขึ้นมาก อาจเป็นเพราะเส้นทางวันนี้ไม่ค่อยคดเคี้ยววกวน หรือไม่ก็เพราะเธอเริ่มคุ้นเคยกับนางเชอรี่รถคู่ใจแล้ว ฉันรู้สึกปลอดภัย

ขับไปเพียงชั่วโมงกว่าพวกเราก็ถึง Skadar Lake National Park ยังไม่ทันได้จอดรถดี ก็มีชายแก่ร่างผอมเกร็งโผล่มาที่กระจกรถพยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกฉันซื้อทริปล่องเรือในทะเลสาบ ฉันกล่าวปฎิเสธไปอย่างนิ่มนวล จุดหมายของฉันไม่ใช่การล่องเรือ แต่เป็นการถ่ายรูป ฉันอยากถ่ายรูปมุมเดียวกับรูปที่ฉันเห็นแปะอยู่ที่ผนังโฮสเทลวันก่อน

มุ่งมั่น ตั้งใจ ฉันเดินเข้าไปที่ศูนย์ให้บริการข้อมูลการท่องเที่ยวของทะเลสาบแห่งนี้แล้วโชว์รูปที่ถ่ายมาจากผนังให้เจ้าหน้าที่ดู

“You have to drive up to the mountain this way and then you will find the exact spot to take this particular photo.” เจ้าหน้าที่ชี้บอกเส้นทาง

สเตฟานี่เดินนำไปที่รถ แล้วหันมาพูดปนหัวเราะกับฉันว่า

“You are so Asian!”

“Very funny!” ฉันตอบกลับไปพร้อมหัวเราะไปกับนาง

พวกเราออกเดินทางไต่ระดับขึ้นเขาไปตามทางที่โค้งไปโค้งมา ขับไปได้ไม่นานฉันก็เจอจุดถ่ายรูป ถ้าถามว่าสวยมั้ย? อืม ก็สวยดี แต่ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนขาดเสน่ห์อะไรบางอย่างไป

Skadar Lake

Skadar Lake

จุดหมายถัดไป คือ Lovćen National Park ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Cetinje หรือ เซตีเนีย ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศนี้ ไฮไลท์ของที่นี่ คือ อนุสาวรีย์บรรจุศพ Mausoleum of Njegoš ฉันขอร้องและกราบวิงวอนว่าอย่าพลาด! การขึ้นไปถึงที่นั่นต้องขับรถจากตัวเมืองขึ้นเขาไปประมาณ 20 กิโลเมตร จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดไปอีก 461 ขั้น

ทางเดินขึ้นไปเป็นอุโมงค์หินสีน้ำตาลทอง สเตฟานี่บ่นนู่นบ่นนี่ไปตลอดทาง ส่วนฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้นไปเรื่อยๆ ฟังนางบ้างไม่ฟังนางบ้าง

แสงที่ปลายอุโมงค์ปรากฎให้เห็นที่ปลายทาง จุดหมายอยู่แค่เอื้อม ฉันเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ อยากจะเห็นใจจะขาดว่าจะสวยขนาดไหน นาทีที่เราเดินพ้นอุโมงค์มา แสงแดดสว่างจ้า ตาสองข้างของฉันหรี่ลงโดยอัตโนมัติ พยายามปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างนั้น

“Oh my god!”  เสียงสเตฟานี่ดังขึ้นมาจากข้างหลัง

“Agree.” ฉันหันไปตอบ

ภาพตรงหน้า คือ ทางเล็กๆทอดยาวไปสู่สิ่งปลูกสร้างที่สร้างจากหินปูนและหินแกรนิตขนาดไม่ใหญ่มากนัก เรียบง่าย ไม่มีสิ่งตกแต่งให้หนักตา ฉากด้านหลังคือท้องฟ้า แค่ท้องฟ้า!

จากมุมนี้ก็ทำเอาผู้มาเยือนทั้งหลายต่างยืนนิ่งตกอยู่ในภวังค์กันหมดแล้ว แต่สลาเวนโก้เคยบอกฉันว่าวิวจากด้านในสวยกว่านี้อีก

สวยกว่านี้อีก!?

ไม่รอช้า ฉันกับสเตฟานี่เดินทะลุตัวตึกออกไปด้านหลัง จากตรงนี้จะมีทางเดินเล็กๆทอดออกไปยังจุดชมวิวซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างทรงกลม ไม่มีหลังคา มีเพียงที่กั้นเตี้ยๆ ดูวิวได้ 360 องศา

สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ฉันรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก มันยากที่จะใช้คำพูดมาอธิบายสิ่งที่ฉันรู้สึกตอนนี้ มันคือ ‘บัลลังก์เมฆ’ ทุกอย่างรอบตัวนิ่ง เงียบ สงบ เสียงเดียวที่ได้ยิน คือ เสียงหายใจของตัวเอง มันคล้ายๆกับว่าฉันก้าวเข้าไปอยู่อีกมิติหนึ่ง ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่ง

Lovcen National Park

สเตฟานี่นั่งลง หยิบมีดพกขึ้นมาปอกแอปเปิ้ลกินเงียบๆ

ฉันยังยืนอยู่ หยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาชักภาพ แล้วนั่งลง ปล่อยสายตาไปท่องเที่ยว

พวกเราใช้เวลาอยู่ที่นี่่สักพักหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าสเตฟานี่คิดอะไรอยู่ ตัวฉันไม่ได้คิดอะไรเลย

พัก…

 

ดึกแล้ว ต้องดูดาว

จาก Lovćen National Park เรารีบมุ่งหน้ากลับเมืองโคทอร์ เพราะต้องส่งรถก่อน 5 โมงเย็น เส้นทางช่วงสุดท้ายเป็นทางลงเขาอย่างเดียว ทางเป็นตัวดับเบิ้ลยูเขียนต่อกันไปเรื่อยๆ จากถนนเส้นนี้เราจะสามารถเห็นโคทอร์และภูเขาที่โอบล้อมเมืองไว้ทั้งหมด

Kotor Bay

ฉันหยุดถ่ายรูป

พวกเราถึงโคทอร์ก่อน 5 โมง ส่งรถ อาบน้ำ กินข้าวเย็น เดินไปซื้อไวน์ที่ซูเปอร์มาร์เก็ต และไม่ลืมจะเขียนจดหมายขอบคุณสลาเวนโก้ด้วย

บรรยากาศตอนค่ำสนุกสนานเหมือนทุกวัน ทุกคนลงมานั่งรวมกันที่ห้องรับแขก บนโซฟา เก้าอี้ และตามขอบหน้าต่าง สลาเวนโก้เดินเข้ามาแล้วตะโกนว่า

“It’s Rakia time.”

ฮิ้ววววว!!! เสียงโห่ร้อง ปรบมือ ตีเข่าดังขึ้นเกรียวกราว ได้เวลาเมากันแล้วเพื่อนพ้องน้องพี่ สลาเวนโก้และอเล็กซ์เดินแจกแก้วช็อตไปรอบๆ ระวัง! ความแรงของราเกีย คือ ประมาณเหล้าป่า หลังดื่มเข้าไป คอจะร้อนวูบ ต้องตบน้ำเปล่าตาม

ฉันกับสเตฟานี่นั่งจิบไวน์กันไปเรื่อยๆ คนนี้มาคุย คนนั้นเดินไป ทุกคนคุยกับทุกคน คุยกันเรื่องเที่ยว เรื่องงาน สัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย เผลอแป๊บเดียวไวน์ก็หมดไปได้สองขวด

Wine Night

“Let’s go up to the fortress.” สลาเวนโก้ตะโกนลั่น พูดจบปุ๊บ ก็เริ่มต้อนคน ทั้งเด็กทั้งแก่ทั้งเมาทั้งไม่เมาออกไปด้านนอก ฉันเดินตามกลุ่มไป จำไม่ได้เลยว่าคุยอยู่กับใครบ้าง

ทางเดินมืดมาก พวกเราค่อยๆกันเดินตามรอยเท้ากันไป คนข้างหน้าเหยียบตรงไหน ฉันก็เหยียบตรงนั้น เดินกันอยู่ 5 นาที ก็มาเจอจุดยุทธศาสตร์สำหรับร่ำสุราชมเมืองยามค่ำคืน

ไม่มีรูป ไม่ได้เอากล้องมา ฉันเอามาแค่ขวดไวน์

ฉันว่าหลายๆครั้งเราลืมไปว่า ตา คือ กล้องที่ดีที่สุดในโลก ดังนั้นคืนนี้ฉันขอใช้สายตาคู่นี้ชักภาพทุกภาพไว้ในความทรงจำแล้วกัน

ฟังดูแล้วเหมือนเป็นข้ออ้าง กลัวเมาแล้วกล้องหาย… ก็มีส่วนนะ

คืนนี้อากาศเย็นเล็กน้อย ฉันนั่งหย่อนขาอยู่บนฐานหิน ซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนเคยเป็นป้อมปราการสำคัญของเมือง เมื่อมองลงไปด้านล่างฉันเห็นแสงสีส้มส่องสว่างจากหลอดไฟนับร้อยๆดวง มองดูแล้วไม่ต่างกับทะเลดาวฝีมือมนุษย์ เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะยังคงดำเนินต่อไป ฉันจำไม่ได้ทั้งหมดว่าคนที่อยู่ที่นั่น คืนนั้น เป็นใครมาจากไหนบ้าง ฉันจำได้แค่ว่ามันเป็นคืนที่ีสนุก ทุกคนดูจะพูดคุยกันถูกคอ คิดแล้วน่าประหลาด กลุ่มคนแปลกหน้าจากทั่วทุกมุมโลกมารวมตัวกันบนกำแพงป้อมปราการของเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง ในประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง มาแบ่งปันบทสนทนา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

สิ่งที่เหลืออยู่ในความทรงจำของคืนนั้น คือ ความสุข

หรืออาจจะเป็นเพราะไวน์…

 

มิตรภาพและการร่ำลา

ฝนตกหนักตั้งแต่เช้ามืด ฉันลุกขึ้นมาแต่งตัว สวมร้องเท้าแตะคู่เดียวที่มี ฉันนัดกับสเตฟานี่ไว้ตอน 10 โมงเช้า แผนการวันนี้ คือ นั่งรถบัสไปที่เมือง Bar แต่เช้า เดินเล่น และรอส่งสเตฟานี่ขึ้นเรือไปอิตาลีตอนเย็น

จำได้ว่าเมื่อคืน ฉันกับสเตฟานี่เดินกลับมาที่โฮสเทลด้วยกันตอนตี 3 ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน ดึกน่าดู ตอนนี้เป็นเวลา 9 โมงครึ่งแล้ว ฉันเดินหาวลงบันไดมา

บันไดช่วงสุดท้ายอยู่นอกตัวตึก สูงประมาณ 10-15 ขั้น สร้างด้วยหินอายุหลายร้อยปี ฝนตกพรำๆ รองเท้าแตะโง่ๆ ฉันง่วงๆ… หายนะ!!

ก้าวแรกที่ทิ้งน้ำหนักลงไปที่บันได ฉันลื่นทันที ไม่ทันตั้งตัว ตัวฉันลอยขึ้นกลางอากาศแล้วตกลงมาด้วยความรวดเร็วตามแรงดึงดูดของโลก ฉันรู้สึกถึงแรกกระแทกของศีรษะกับขอบบันไดหลายๆขั้น ช่วงไม่กี่วินาที ฉันลงมากองอยู่ข้างล่าง ลุกไม่ขึ้น ผู้ชายที่ยืนอยู่ที่ปลายบันไดรีบวิ่งเข้ามาช่วยพยุงให้ฉันลุกขึ้น ฉันลุกไม่ขึ้น ทำได้แค่ใช้ทั้งสองแขนเกาะขาเขาเพื่อพยุงด้วยไว้ สมองพยายามประมวลผล เจ็บ เจ็บมาก เจ็บ

ชายคนเดิมพยายามอุ้มฉันขึ้น แล้วค่อยๆพยุงฉันเข้าไปนั่งบนโซฟาในห้องรับแขกของโฮสเทล ชายคนเดียวกันรีบตรงไปที่ห้องครัว แล้วชงชาร้อนๆออกมาให้

ทุกอย่างสับสน รู้แต่ว่าเมื่อกี้ลงบันไดเร็วมาก ทำลายสถิติตัวเอง

ศีรษะบริเวณที่รับแรงกระแทกบวมขึ้นอย่างรวดเร็ว ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือเด็กประถม แต่โชคยังดีที่ไม่แตก! แม่เคยว่าว่าฉันหัวแข็ง สงสัยจะแข็งจริง

หลังจากนั้นฉันอาเจียนอยู่หลายรอบ สเตฟานี่ยืนยันให้ฉันไปตรวจที่โรงพยาบาล เธอไปคุยกับอเล็กซ์คนที่ดูแลโฮสเทล อเล็กซ์โทรไปบอกที่โรงพยาบาล แล้วอธิบายทุกอย่างให้พยาบาลฟัง ฉันกับสเตฟานี่แค่ต้องเอาตัวไปที่นั่น

ใช่แล้ว สเตฟานี่ไปด้วย!!

นางนั่งรออยู่หน้าห้องตอนที่ฉันเข้าไปเอ็กซ์เรย์สมอง ให้ฉันจับมือตอนที่นางพยาบาลมาเจาะแขนให้น้ำเกลือและยาแก้ปวดเพราะฉันกลัวเข็มมาก

“Look away! Look at those birds.” สเตฟานี่บอกฉัน

“What birds?” ฉันงง นกที่ไหน เห็นแต่หน้าต่างกับต้นไม้

“I don’t know. Imagine them then.” สเตฟานี่ตอบ

“Huh?” ฉันงง

ไอตอนที่งงๆนี่แหละ พยาบาลจิ้มเข็มเข้าไปหมดแล้ว นางว่านี่เป็นเทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ ฉันหัวเราะใหญ่ วิธีเพี้ยนๆแบบนี้ มีแค่คนเดียวที่คิดได้

็Hospital in Kotor

วันนี้พวกเราใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาลร่วม 3 ชั่วโมง รวมเวลานั่งรถไปกลับอีก กว่าจะกลับถึงโฮสเทลก็ 4 โมงกว่าแล้ว เธอรีบเดินไปซื้อเสบียงสำหรับการเดินทางข้ามคืนข้ามวันไปอิตาลี

แผนวันนี้…ล่ม สเตฟานี่ก็ไม่บ่นเลยสักคำ

ระหว่างรอเธอกลับมา ฉันรีบโทรศัพท์บอกแม่แล้วเล่าทุกอย่างให้ฟัง แม่ตกใจแต่ไม่แปลกใจ

แม่: ดีแล้ว ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ฝากบอกสเตฟานี่ด้วยว่าแม่ฝากขอบคุณ ระวังนะคราวหน้าจะเดินจะเหิน แกนี่ซุ่มซ่ามตลอด ถ้าเป็นอะไรหนักๆขึ้นมาจะทำยังไง จำไว้ เดินระวังๆ

ฉัน: ค่าาาาาาาา เออหม่าม้า เดี๋ยวถ่ายรูปผลเอ็กซ์เรย์กะโหลกส่งไปให้ดู กลวงเชียว ไม่มีอะไรให้กระทบกระเทือน ฮะ ฮะ ฮะ (ไม่สำนึก)

My Skull

วางโทรศัพท์เสร็จ สเตฟานี่ก็กลับมาจากซูเปอร์มาร์เก็ตพอดี ได้เวลาต้องบอกลา ‘เพื่อน’ คนนี้แล้ว ฉันรู้สึกหวิวๆแปลกๆ การบอกลาไม่เคยง่าย ไม่เคย ยิ่งยากมากขึ้นไปอีกเมื่อพวกเราได้ผ่านอะไรหลายๆอย่างมาด้วยกัน แม้จะเป็นเวลาแค่ 5 วัน แม้ว่าแผนการวันนี้จะล่มไม่เป็นท่า แต่ฉันก็ไม่เสียใจเพราะฉันมี ‘เพื่อน’ ที่คอยดูแล เหตุการณ์แบบนี้ล่ะมั้ง ที่แบ่ง ‘เพื่อน’ ออกจาก ‘เพื่อนร่วมทาง’

ฉันคิดเสมอว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลของมัน การที่ฉันตกบันไดวันนี้ คงเป็นแผนการของใครบางคนที่อยากให้ฉันได้เจอ ‘เพื่อน’ ใหม่

ฉันเดินไปส่งเธอขึ้นรถทัวร์ไป Bar พวกเราสัญญากันว่าวันหนึ่งเราจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง ก่อนรถจะออก พวกเรากอดกันและบอกลา

“Don’t fall down again! Take care of yourself.” สเตฟานี่พูดติดตลก

“You too. Be safe and stay alive until we meet again.”

“I will. See you soon Mint.”

“Bye Steph. I miss you already.”

ฉันยืนมองรถทัวร์ที่ค่อยๆเคลื่อนออกไป พวกเราโบกมือให้กัน ฉันหวนคิดถึงวันแรกที่เราเจอกัน คนแปลกหน้าสองคนที่ชะตาลิขิตให้ได้มานั่งข้างกัน ไปเมืองเดียวกัน พักที่เดียวกัน และสุดท้ายได้กลายมาเป็น ‘เพื่อน’ กัน มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

ส่วนหนึ่งของฉันเสียใจที่ต้องบอกลาเธอ แต่ฉันก็ดีใจที่ได้รู้จักเธอ

คืนสุดท้ายที่โคทอร์ กับแผนที่(อาจจะ)เปลี่ยนไป

เย็นวันนี้ฉันไปกินข้าวกับร๊อบและเจค พวกเราเจอกันเมื่อวานตอน Rakia Time ระหว่างรออาหาร เจคหยิบกล้องขึ้นมาโชว์รูปถ่ายจาก Plitvice Lakes National Park ให้พวกเราดู

เฮ้ย! สวยมาก

อยากไป อยากไป อยากไป

เอาไงดี?

ถ้าไปก็ต้องเปลี่ยนตั๋วเครื่องบิน แทนที่จะไปมอสตาร์(บอสเนีย)แล้วกลับมาที่ดูบรอฟนิก(โครเอเชีย)เพื่อจับเครื่องบินกลับตามแผน ก็ต้องเลื่อนตั๋วออกไป 4-5 วัน เผลอๆอาจต้องซื้อใหม่แล้วเปลี่ยนเป็นกลับจากซาเกรบ(โครเอเชีย)แทน

เอาไงดี?

คืนนั้นฉันนอนคิด… อยากไป…

โอ้ย!!!!!!

พรุ่งนี้ต้องโทรหาแม่ ปรึกษาด่วน!

 


 

ที่นอน

Old Town Hostel Kotor

สิ่งน่ารู้

ราเกีย (Rakia) คือ เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในแถบคาบสมุทรบอลข่าน มีหลายรสชาด ระดับแอลกอฮอลล์ปกติ คือ 40-50% แต่บางที่เขาก็ทำกันแบบพื้นบ้าน มันก็จะแรงขึ้นไปอีก

สำหรับคนป่วย: เจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ถ้ามีปัญหาอะไรให้พาคนที่โรงแรมไปด้วย

การเงิน

ค่าตั๋วเข้า Mausoleum of Njegoš ที่ Lovćen National Park คือ 2 ยูโร

ค่าไวน์ คือ ประมาณ 2-3 ยูโร ต่อ 1 ขวด

ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เมืองโคทอร์ คือ 50 ยูโร รวมค่าน้ำเกลือ 1 ถุง ยาแก้อาเจียนและแก้ปวด 1 ถุง และเอ็กซ์เรย์สมอง ที่นี่ไม่รับบัตรเครดิต

Related Posts:

One comment on “Road Trip ขับรถเที่ยวที่มอนเตเนโกร วันที่สอง: จากทะเลสาบสู่บัลลังก์เมฆ (บอลข่าน 4)

Leave a Comment

*